มอง...รวันดา
posted on 09 Apr 2009 08:07 by cutiepatty in 5-April09*************
เหตุการณ์บ้านเมืองเราทุกวันนี้ ดูแล้วเหนื่อยอ่อน
เมื่อเหลือง(ได้) สงบ แดงก็ออกมา
เมื่อแดง(ได้)สงบ เหลืองก็ต้องออกมา
ฟังข่าวบ้านเราในวันนี้ ทำให้คิดถึงเรื่องของ
ประเทศ ราวันดา (Rawanda) ที่เคยมีเหตุการณ์ "ฆ่าล้างเผ่าพันธ์"
ทีโหดร้ายทึ่สุด เท่าที่เคยได้ยินมา
เราได้เคยเขียน Journal จากภาพยนต์ เรื่อง "Hotel Rawada" ไว้
เรื่อง นี้เค้าโครงเรื่องสร้างจากเหตุการณ์จริง ในบางช่วงบางตอน
ของการ "ฆ่าล้างเผ่าพันธ์"
เราเคยได้นำเรื่องนี้ลงไปแล้ว ในอีก Blog หนึ่งในช่วงมี "พันธมิตร"
ในครั้งนี้มี "เสื้อแดง" อีก ประเทศเราสลับไปสลับมาแบบนี้
จึงลองยก Journal เกี่ยวกับเรื่องนี้มา ไว้เป็นประสบการณ์ช่วยจำ
อีกครั้งหนึ่ง
อยากให้มองเรื่องราวของ ประเทศรวันดา เป็นบทเรียน
จาก My Journal
จาก ภาพยนต์ "Hotel Rwanda"
เรื่องโรงแรมรวันด้า เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธ์
ระหว่างชนเผ่าฮูตู และทุชซี่ ในประเทศ รวันด้า แต่เดิมประเทศรวันด้า
เคยถูกปกครองโดยประเทศเบลเยี่ยม มีชนเผ่าทุชซี่เป็นฝ่ายปกครองประเทศ
ต่อเนื่องมายาวนาน และมีการปกครองที่กดขี่ข่มเหงชาวฮูตูมาโดยตลอด
เมื่อเบลเยี่ยมถอนตัวไปอำนาจตกไปอยู่ในมือของชาวฮูตูขึ้นบริหารประเทศ
ซึ่งทำให้ชาวฮูตูหัวรุนแรงจำนวนหนึ่งคิดฆ่าชาวทุชซี่เพื่อล้างเผ่าพันธ์
เรื่องย่อจากภาพยนต์ : ในปี 1994 พอล ทำงานเป็นผู้จัดการโรงแรมในกิกาลี่
เมืองหลวงของประเทศ รวันด้า เขามีภรรยาชื่อ ทาเทียน่ากับลูก 4 คน
ชีวิตของเขาเป็นเหมือนการเชื่อมโยงของสองชนเผ่า เพราะเขาเป็นชาวฮูตู
ในขณะที่ภรรยาของเขาเป็นชาวทุชซี่ และเพื่อนบ้านก็เป็นชาวทุชซี่
ในเรื่องประธานาธิบดีของ รวันด้าขณะนั้น ถูกชาวฮูตูหัวรุนแรง "อินเตอร์ฮัมวี่"
ลอบสังหาร พวกหัวรุนแรงชาวฮูตูใช้การตายของประธานาธิบดี
เป็นข้ออ้างเพื่อความชอบธรรมและปลุกระดมให้พวกฮูตู กำจัดพวกทุชซี่
มีการฆ่าคนตายไปถึง 800,000 กว่าคน โดยน้ำมือของชนชาติเดียวกัน
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยที่โลกภายนอกไม่มีโอกาสรับรู้ ทั้งๆ ที่ตอนนั้น
โลกเข้าสู่ยุคการสื่อสารไร้พรมแดนแล้วก็ตาม
ต่อมา พอลได้เปลี่ยนโรงแรมที่เขาทำงานอยู่ชื่อ 'มิลล์คอลลินส์' ในกิกาลี่
ให้กลายเป็นที่หลบภัยสำหรับชาวทุชซี่ และผู้อพยพชาวฮูตูกว่า 1,200 คน
เขานำเบียร์ ไวน์ และเงินไปเป็นสินบนชาวฮูตู เพื่อต่อรอง
ไม่ให้บุกเข้ามาที่โรงแรม ทำให้ไม่มีใครในโรงแรมถูกฆ่าตาย
พอลพยายามขอความช่วยเหลือจากหลายฝ่าย
แม้แต่สหประชาชาติก็ไม่อนุญาตให้ใช้กำลังจัดการกับเรื่องนี้
ทำให้ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต้องอยู่ในสถานการณ์อันเลวร้าย
และเหมือนว่าต่อสู้อยู่เพียงลำพัง ทั้งๆที่พอล เชื่อว่า
"ทำไม่จะไม่มีใครช่วยในเมื่อเห็นความโหดร้ายขนาดนี้"
เหตุการณ์ความขัดแย้งของชาวรวันด้า ที่เกิดขึ้นจริงในปี 1990
ที่ต่อมาก็กลายเป็นบันทึกเหตุการณ์การนองเลือด
ที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาวแอฟริกัน
เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่น่าเศร้าสะเทือนใจมากที่สุด
จากภาพยนตร์ พอล กลายเป็นผู้นำตามธรรมชาติ
ช่วยเหลือเพื่อนบ้านและชาวทุชซี่อื่นๆ วิธีการเอาตัวรอดและช่วยเหลือผู้คน
พอลจะเปิดฉากเจรจาต่อรอง และติดสินบนโดยไม่เสียดายเงินทองทรัพย์สิน
เพื่อให้รอดพ้นจากการถูกฆ่า ซึ่งก็รอดตัวมาได้ทุกครั้งทำให้เห็นว่า
การคอรัปชั่นก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไปแม้ในยามสงคราม
จากการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้กล่าวถึงการนำ
"การเจรจาต่อรอง หรือการเจรจาไกล่เกลี่ย" มาใช้เมื่อเกิดปัญหาความขัดแย้ง
ซึ่งในเรื่องนี้พอล เป็นตัวอย่างให้เห็นภาพการเอาตัวรอด
ด้วยการเปิดฉากการเจรจาทุกครั้ง ก่อนที่จะมีเหตุการณ์ใดๆ
ทำให้เราเข้าใจได้เด่นชัด ถึงวิธีการใช้การเจรจาต่อรอง
ที่ใช้ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในยามสถานะการณ์คับขันได้ผลดี
เมื่อนำเรื่องนี้มาพิจารณาเปรียบเทียบในวงจรความขัดแย้งจะพบว่า
"ความขัดแย้งที่ซ่อนเร้น"(Latent Conflict) ของชาว ฮูตู และทุชซี่
มีมานาน และไม่เคยได้รับการป้องกันหรือแก้ไขจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
ไม่มีการสื่อสารที่ดี หรือไม่มีการพยายามเชื่อมสัมพันธ์ใดๆกันเลย
จน"ความขัดแย้งปรากฏขึ้น"(Conflict Emergence) ให้เห็น
ดูได้จากการแบ่งแยกประชาชนอย่างชัดเจน ประทับตราในบัตรประชาชน
ว่าเป็น ฮูตู หรือ ทุชชี่ ซึ่งการแบ่งแยกแบบนี้ทำให้เกิด "พวกเขา" "พวกเรา"
ทั้งๆที่ความจริงประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศรวันด้า มีลักษณะทางกายภาพ
เหมือนกันแทบแยกไม่ออกว่าเป็น ชาวฮูตู หรือชาวทุชซี่
ทั้งสองชนเผ่าบางส่วนกลมกลืนเป็นครอบครัวเดียวกัน
มีเด็กๆที่เกิดจากชาวฮูตู และทุชชี่ผสมกัน
ชนวนสำคัญอีกประการ "เมื่อเบลเยี่ยมเมื่อถอนกำลังออกไป "
กลับมอบอำนาจให้ฝ่ายตรงข้าม(ฮูตู) ขึ้นปกครองประเทศ
สาเหตุเหล่านี้ผนวกรวมกันแล้วก่อให้เกิดความคิดแก้แค้น และการเอาคืน
จากวความขัดแย้งตั้งแต่"ความขัดแย้งที่ซ่อนเร้น" (Latent Conflict)
และ "ความขัดแย้งปรากฏขึ้น"(Conflict Emergence)
เป็นช่วงที่ผู้มีความรับผิดชอบโดยตรงควรทำการป้องกันความขัดแย้ง
ไม่ให้เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น เช่นการสร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
การสื่อสารที่ถูกต้อง ไม่บิดเบือนสร้างข่าว
ไม่สร้างสัญญลักษณ์ของการแบ่งแยก
ไม่ปลุกอัตตลักษณ์ของกลุ่มใดๆ ออกมาฯลฯ
ภาพยนตร์เรื่องนี้นำเสนอตอนที่ ประเทศรวันด้าอยู่ในจุดที่เรียกว่า
"ช่วงสงครามหรือการปะทะกันอย่างเต็มที่"( Absolute War)
กรณีนี้เหตุการณ์ ขณะนั้นสมควรเป็นอย่างยิ่งที่น่าจะมีกลุ่มบุคคลที่สาม
เข้าไปช่วยเหลือ หรือเข้าไป "จัดการความขัดแย้ง" อย่างรวดเร็ว
โดยผู้ที่น่าจะสามาถเข้าไปช่วยเหลือได้ก็มีหลากหลายประเทศ
เช่น สหรัฐอเมริกา ในขณะนั้นนำโดยประธานาธิบดี บิล คลินตั้น,
ประเทศเบลเยี่ยม หรือแม้แต่ประเทศฝรั่งเศส
แต่ทุกประเทศกลับไม่ได้ให้การเข้าไปช่วยเหลือ
แม้แต่ UN เองก็มีคำสั่งช่วยเหลือบางส่วนแต่ห้ามใช้กำลัง
กาชาดเองก็ช่วยได้แค่การช่วยชีวิต ถึงแม้ว่าจะมีข่าวออกเล็ดลอด
ออกสู่นาๆประเทศแล้วแต่ก็ยังไม่มีผู้ใดเข้าไปช่วยเหลือ
และการช่วยเหลืออพยพผู้ลี้ภัยก็ทำได้ช้ามาก
จึงทำให้เกิดโศกนาฎกรรม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่น่าสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง
มีประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสังเกตอีกเรื่องคือ
การปล่อยให้มีสื่อสถานีวิทยุ (RTLM) ซึ่งเป็นกระบอกเสียง
ให้กับผู้นำหัวรุนแรงฝ่ายฮูตู ได้กระจายเสียง ยุยง ปลุกปั่น
ให้ชาวฮูตูเกลียดชังชาวทุชซี่ (ด้วยการใช้เหตุผลว่าประธานาธิบดี
รวันด้า ซึ่งเป็นชาวฮูตู ถูกลอบสังหารด้วยฝีมือชาวทุชซี่)
สื่อได้แพร่กระจายความเกลียดชังอย่างตั้งใจ ผ่านคำพูด
เพลงปลุกระดม คำขวัญ และเรียกอีกฝ่ายว่าแมลงสาป
การเหยียดหยามให้อีกฝ่ายต่ำต้อย ในเชิงจิตวิทยาส่งผลช่วย
ให้เกิดการฆ่าฝ่ายตรงข้ามโดยไม่รู้สึกผิดหรือบาป
ขณะเดียวกันยังโฆษณาชวนเชื่อด้วยว่าฝ่ายทุชซี่กำลังคิดการใหญ่
จะขึ้นมายึดครองรวันด้าและจะฆ่าชาวฮูตูให้หมด
เมื่อชาวฮูตูได้ยินแบบนี้ จึงฆ่าชาวทุชซี่ทุกคนที่พบเห็น
นอกจากนี้สื่อรวันด้าในยุคนั้น ยังทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน
ในการใช้ความรุนแรงกับฝ่ายทุชซี่
จากเหตุการณ์รวันด้า เป็นเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นภาพของความขัดแย้ง
ถ้านำมาเปรียบเทียบความขัดแย้งในประเทศไทย
ปัจจุบัน คนในประเทศไทยเริ่มแบ่งแยกเป็นสองฝ่ายเพิ่มขึ้น
และชัดเจนขึ้นทุกวันและยังไม่ได้รับการแก้ไขหรือจัดการความขัดแย้ง
แม้แต่เรื่องบางเรื่องดูที่เล็กๆน้อยๆ แต่ก็อาจเป็นประเด็นได้คือ
การใส่เสื้อคนละสีเพื่อสร้างสัญลักษณ์ของกลุ่ม เมื่อพิเคราะห์ดูแล้ว
น่าเป็นห่วง สถานการณ์ไม่มีคำว่า "ลดราวาศอก"
และสื่อก็คือเครื่องมือสำคัญที่แต่ละฝ่ายนำมาใช้ มีสถานนีโทรทัศน์
ที่ออกข่าวโจมตี และปลุกระดมฝ่ายของตนตลอดเวลา คำว่า
"สื่อต้องมีเสรีภาพในการนำเสนอ" ถูกหยิบยกมาพูดเพื่อความชอบธรรม
ในการนำเสนอข่าว อ้างถึงการกระทำที่เป็นประชาธิปไตย
ซึ่งเป็นประชาธิปไตยที่บางครั้งเห็นภาพที่มีเสรีภาพมาก
จนดูจะคาบเกี่ยวกับคำว่าละเมิด
ในขณะที่อีกฝ่ายก็ทำการโต้ตอบเช่นกัน
มีการฟ้องร้องกันแทบจะทุกวัน และลุกลามจนกระทั่งมีการใช้กำลัง
เข้าทำร้ายกัน มีกลุ่มม๊อบปะทะม๊อบ กระจายไปหลายๆจังหวัด
ซึ่งในขณะนี้เหตุการณ์ในประเทศเราดูเหมือนว่าจะยังหาทางออกไม่ได้
ปัจจุบันความขัดแย้งต่างๆเหล่านี้ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหาย
แก่ประเทศเราเป็นอย่างมา ส่งผลเสียในด้านเศรษฐกิจ
และภาพลักษณ์ของประเทศ ความน่าเชื่อถือของประเทศ
จนประเมินค่าไม่ได้
การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันด้านี้ แม้ว่าจะจบไปแล้วกว่า 14 ปีก็ตาม
แต่ก็เป็นบทเรียนและอุทาหรณ์อย่างดีให้กับประเทศไทย
ที่กำลังมีปัญหาความขัดแย้งกันทางการเมืองอย่างยาวนานกว่า 2 ปี
มอง "ประเทศรวันดา" ในวันนั้นแล้วมอง "ประเทศไทย" ในวันนี้
มีความคิดเห็นว่าประวัติศาสตร์มีไว้เรียนรู้เพื่อเป็นบทเรียน
ไม่ให้เกิดซ้ำรอยเดิม ก่อนที่เหตุการณ์ปัญหาความขัดแย้ง
ในประเทศไทย จะลุกลามใหญ่โตจนแก้ไม่ได้
ในมุมมองส่วนตัวของเรา ทุกฝ่ายควรจะมีการเริ่มต้น
แก้ไขกันใหม่ไปพร้อมๆกันในทุกๆภาคส่วน
รัฐบาล ควรบริหารงานอย่างเป็นธรรม จัดครม.ที่จะเข้ามาทำงาน
ให้เหมาะสมตรงตามตำแหน่งหน้าที่ มีความรู้ความชำนาญ
ในการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองอย่างจริงจัง ควบคุมดูแลสอดส่อง
ไม่ให้มีการทุจริตคอรัปชั่น
ฝ่ายค้าน ควรตรวจสอบการทุจริตอย่างเป็นระบบและหาหลักฐาน
ที่แท้จริงออกมาพูด ไม่ควรสันนิษฐาน และช่วยสนับสนุนนโยบายที่ดี
ช่วยเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาประเทศร่วมกับรัฐบาล
ประชาชน เห็นต่างกันได้แต่ไม่ควรแบ่งฝักแบ่งฝ่าย
สนใจติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐแต่ไม่ควรไปร่วมชุมนุม
ให้เกิดความวุ่นวายเสียหาย ควรเดินตามกระบวนยุติธรรม
ที่มีอยู่ในประเทศ หากพบการทุจริตคอรัปชั่นควรให้ความร่วมมือกับ
ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สื่อสารมวลชน ควรเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา ไม่สอดแทรกความ
คิดเห็นหรือสอดแทรกมุมมองส่วนตัวลงไป
นักวิชาการ ควรพัฒนาองค์ความรู้ให้มีมากขึ้น ให้ข้อมูลด้านวิชาการ
ในด้านการเสนอแนะให้ข้อคิดเป็นรูปธรรม อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ
และภาคการเมือง หรือข้อเสนอแนะข้อที่จะนำไปช่วยพัฒนาประเทศ
ฯลฯ
ความขัดแย้งต่างๆในประเทศขณะนี้ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกส่วน
และประชาชนทุกคนควรรีบจัดแก้ไขให้ลดระดับความขัดแย้งลง
หรือยุติลงไปได้ เพราะเมื่อความขัดแย้งลดลงหรือยุติแล้ว
ประเทศเราก็ยังคงต้องเข้าสู่วงจรการพื้นคืนดี การชดเชย การช่วยเหลือ
การพัฒนาประเทศ และการสร้างสัมพันธ์ภาพทีดีให้กลับคืนมา
เพื่อสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนอีกต่อไป ....
ขอให้มองเรื่องราว การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ของประเทศรวันด้า
เป็นบทเรียนที่มีค่าสำหรับเราทุกๆคน.
** ถ้ามีเวลาว่างๆ จะเขียนเรื่อง "Conflict Transformation
กับการพัฒนาระบอบ ประชาธิปไตย โดย Civic education"
มาแชร์กันค่ะ แต่กลัวจะหนักเกินไป เอาเป็นว่า
รักประเทศไทยของเราค่ะ
imagine -
edit @ 9 Apr 2009 10:39:03 by Patty
edit @ 9 Apr 2009 11:49:37 by Patty

ว่าเหนื่อย...
มาเล่นน้ำสงกรานต์ดีกว่า..คิคิคิ..
ปิ้ว ปิ้ว ปิ้ว...
#1 By กวางน้อย... on 2009-04-09 10:48